รีวิว Jurassic World Dominion (2022) จูราสสิค เวิลด์ ทวงคืนอาณาจักร

บทสรุปของเรื่องราวเริ่มต้น เรื่องราว 4 ปีต่อมา หลังจากเกาะไดโนเสาร์อิสลาร์ นูบลาร์ถูกทำลายลงชีวิตของสิ่งต่างๆได้เปลี่ยนแปลงไป เหล่าไดโนเสาร์ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เริ่มตามล่าเผ่าพันธุ์มนุษย์อีกครั้ง จึงทำให้มนุษย์ต้องเลือกระหว่างกลายเป็นผู้ถูกล่าตลอดกาล หรือจะสามารถปรับตัวให้อยู่ร่วมกันได้. ดูหนัง Jurassic World Dominion (2022) จูราสสิค เวิลด์ ทวงคืนอาณาจักร

รีวิว

ตัวหนังในภาคนี้ถือว่าขยายสเกลแบบเล่นใหญ่เวอร์วังทุกภาคส่วนจริง ๆ ครับ ตั้งแต่ความยาวเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่งนักแสดงจากทั้งภาคเก่าภาคใหม่ พันธุ์ไดโนเสาร์ที่หลากหลายมากที่สุด และอัปเดตเวอร์ชันล่าสุดจากนักบรรพชีวินวิทยาแล้วเรียบร้อย (ส่วนบางตัวนี่ก็อัปเกรดเกินเบอร์ไปหน่อยนะ) รวมทั้งการผสมผสานระหว่าง CGI กับหุ่นกลไกไดโนเสาร์เสมือนจริง หรือแอนิเมทรอนิกส์ (Animatronics) ที่นำมาใช้มากที่สุดในไตรภาคแล้ว รวมทั้งการถ่ายทำในหลาย ๆ โลเคชัน หลากภูมิประเทศจากทุกมุมโลก

อีกจุดที่ถือว่าน่าสนใจก็คือ บทภาพยนตร์จากฝีมือของเทรวอร์โรว์และ ‘เอมิลี คาร์ไมเคิล’ (Emily Carmichael) ที่เคยร่วมปูทางด้วยการเขียนบทและกำกับหนังสั้นเรื่อง ‘Jurassic World: Battle at Big Rock’ (2019)* มาก่อนแล้ว ก็เลยทำให้มีวัตถุดิบที่เป็นประเด็นหลัก ๆ ของหนัง ที่จั่วหัวตอนเปิดเรื่องไว้แบบเข้ม ๆ และน่าสนใจ ทั้งการที่ไดโนเสาร์อยู่ร่วมกับธรรมชาติและมนุษย์ ที่ส่งผลต่อโลก ธรรมชาติ และวิถีชีวิตมนุษย์ในโลกยุคออนไลน์ราวกับโควิด-19 ก็มิปาน

แถมยังผสมความสยองขวัญจากไดโนเสาร์ ที่ถือว่าเป็นเสน่ห์เฉพาะของแฟรนไชส์นี้เข้าไปด้วย แม้ตัวหนังจะพึ่งพาเทคนิค Jump Scare เยอะหน่อย แต่ก็ถือว่าวางจังหวะให้ได้สะดุ้งวาบได้รุนแรงกว่าภาคก่อน ๆ อย่างเห็นได้ชัดเลย แถมยังแอบใส่แฟนเซอร์วิสและมุกจาก Jurassic Park ภาคเก่า ๆ เอาไว้ให้สังเกต พร้อมกับงานด้านภาพที่ชวนว้าวในหลาย ๆ ช็อตทั้งหมดนี้ผู้กำกับสามารถคุมตัวหนังให้สนุก ตื่นเต้น เล่นใหญ่ ระทึกขวัญ และแก้ซ่อมจุดผิดพลาดจากสองภาคแรกได้ถือว่าค่อนข้างเอาอยู่เลย

ตัวอย่าง