รีวิวหนัง DEATH ON THE NILE – ฆาตกรรมบนลำน้ำไนล์

นักสืบปัวโรต์ นักสืบที่มีน้ำใจอย่างกว้างขวางจนมีชื่อเสียงในการแก้ไขคดีปริศนาได้ถูกเชิญให้เดินทางไปฮันนีมูนของโรงแรมและเรือสุดหรูบนลำน้ำไนล์ ภายใต้บรรยากาศสุดอลังการและโรแมนติก ก็ได้เกิตเหตุการณ์โต้แย้งที่ไม่คาดคิดท่ามกลางฆาตรกรที่จะเป็นใครก็ได้แล้วการตามหาเบาะแสของปัวโรต์ ก็ทำให้เขาได้พบกับความลับของใครหลายคนที่เก็บซ่อนเอาไว้ แล้วใครคือฆาตรกรตัวจริง ?

Death on the Nile – ฆาตกรรมบนลำน้ำไนล์ หนังดัดแปลงจากนิยายของ Agatha Christie ภาคต่อของ Murder on the Orient Express (2017) – ฆาตกรรมบนรถด่วนโอเรียนท์เอกซ์เพรส กับการสืบสวนคดีของ Hercule Poirot ที่ในคราวนี้ได้เกิดเหตุฆาตกรรมบนเรือสำราญกลางแม่น้ำไนล์ที่อียิปต์ในทริปฮันนีมูนสุดหรู

ในภาคนี้ยังคงสไตล์การเล่าและดำเนินเรื่องแบบหนังสือสวน Whodunit แบบคลาสสิคเหมือน Murder on the Orient Express มาแบบเป๊ะ ๆ เลย คือเริ่มด้วยการพาไปแนะนำตัวละครต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันกับคดี พาร์ทสืบสวนที่เรียกแต่ละคนมาคุย สอบสวน ปั่นหัว จับผิด และพาร์ทคลี่คลายกับการเรียกทุกคนมารวมและเผยปมฆาตกรรมในครั้งนี้ นี่คือข้อดี จุดเด่น อันเป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจน เมื่อคนไปดูเรื่องนี้จะได้รู้ว่าต้องพบกับอะไร และสิ่งสำคัญอย่างนึงคือแทบจะทุกประโยคที่ออกมาจากปากตัวละครล้วนแล้วแต่เป็นเบาะแสในการสืบคดีทั้งสิ้น

แต่ในเรื่องนี้เหมือนจะใช้เวลาปูเรื่องพาไปรู้จักแนะนำตัวละครค่อนข้างนานกว่าภาคแรกมาก ๆ แต่มันก็มีข้อดี เพราะเราได้มีเวลารู้จักแต่ละตัวละครมากขึ้น พอถึงพาร์ทสืบสวนและคลี่คลายคดีเราก็จะได้ร่วมเข้าใจและจับผิดตัวละครไปพร้อมกับนักสืบ Poirot นักแสดงแต่ละคนก็มีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน จดจำได้ง่าย และขอบอกเลยว่า Gal Gadot ในเรื่องนี้โคตรสวย แค่ฉากเปิดเรื่องก็ตราตรึงแล้ว ที่สำคัญหนังยังมีการพาเราไปรู้จักกับตัวละครนักสืบ Poirot มากขึ้นอีกด้วย

โดยส่วนตัวคิดว่าคดีในเรื่องนี้ค่อนน่าติดตามมากกว่าคดีในเรื่องแรก สับขา ปั่นหัวคนดูอย่างเราอยู่บ่อยครั้ง และยังคงให้คนดูได้เดาตัวฆาตกรตามแบบฉบังหนังแนวนี้อยู่เรื่อย ๆ แต่มันมีความบังเอิญของหลายเหตุการณ์มากเกินไปที่มันส่งผลต่อคดีนี้

ในส่วนพาร์ทคลี่คลายคดีรู้สึกว่าเร็วมาก นักสืบ Poirot พูดรัวแบบเหมือนโฆษณาการลงทุนตาม spot วิทยุ อ่านซับแทบไม่ทัน คือถ้าใครกระพริบตา หันไปหยิบป๊อปคอร์นหรือก้มไปเก็บของอะไรสักอย่างก็อาจงงในรายละเอียดเล็กน้อยของรูปคดีได้เลย เพราะซีนนี้มันเร็วจริง ๆ เร็วกว่าในภาคแรกเยอะมาก แทบไม่ได้ทิ้งช่วงให้เราหายใจหายคอหรือคิดตามในแต่ละประเด็นเลย

อีกอย่างเราว่าพาร์ทการสืบสวน คลี่คลายคดีของทั้งภาคแรกและภาคนี้มันไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจสักเท่าไหร่ เราก็ยังคงรู้สึกเฉย ๆ กับการนำเสนอแบบนี้ แต่ถ้าถามว่าชอบภาคไหนมากกว่า ต้องแบบว่าชอบภาคนี้มากกว่า มันเหมือนยกระดับในทุก ๆ ด้านให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างคือการถ่ายทำและงานภาพในเรื่องนี้สวยและปรานีตกว่าภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด มุมกล้อง การเคลื่อนกล้อง แสงเงา ถือว่างามมาก

ฆาตกรรมบนลำน้ำไนล์คือหนัง Whodunit ที่ยังคงยึดคอนเซ็ปท์และเสน่ห์แบบเดิมที่แฟน ๆ น่าจะคุ้นเคยเอาไว้อย่างครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องดู Murder On the Orient Express มาก่อนก็เข้าใจภาคนี้ได้